ตีสองห้าสิบเจ็ดนาที
นั่งอยู่หน้าโน้ตบุคสองเครื่อง เครื่องนึงเปิดบล็อก ออนเอ็มเอสเอ็น อีกเครื่องเบิร์นดีวีดีหนังกางจอสำหรับพรุ่งนี้ แผ่นที่สิบหกอยู่ที่สี่สิบเปอร์เซ็นต์ เหลืออีกสี่แผ่นจึงจะนอนได้ ทั้งที่พรุ่งนี้อยากเดินทางพร้อมเพื่อน แต่เหมือนว่าใจมันจะโรยลงช้าๆ ตามจังหวะวินาทีเคลื่อน
ตาสองข้างเคลื่อนไหวช้าลง เพราะออกแรงจ้องจอคอมมาแล้วทั้งวัน แต่ยังไม่อาจหลับตา ปล่อยสติสัมปชัญญะ (เขียนยังไงเนี่ย) ได้ งานยังค้างคาอยู่นี่นะ ถ้าคอมมีช่องใส่ดีวีดีสักห้าช่อง ป่านนี้คงจับแผ่นเปล่ายัดเต็ม แล้วปล่อยให้เครื่องทำงานไป คนจะได้พักเสียที
แต่ว่า ยังหลับไม่ลงหรอก ความคิด สมองมันยังทำงาน กระแสไฟฟ้าในสมองคงแล่นแปลบปลาบ ทั้งที่ไม่ก่อให้เกิดเรื่องดีดีอะไรจากกระแสไฟนั้นเลย
เออนี่ เมื่อวานทำโยเกิร์ตเอาไว้ วันนี้เอามาตักชิม รสชาติเปรี้ยวนำ หวานตามมาเมื่อกลืนไปเรียบร้อยแล้ว แรกแรกอาจไม่คุ้นลิ้นเหมือนโยเกิร์ตถ้วยทั่วไป แต่ตอนนี้ชินเสียแล้ว ใช้ช้อนใหญ่ๆ จ้วงเนื้อโยเกิร์ตคำโตใส่ปาก รู้สึกเหมือนย้อนกลับไปอยู่เมืองหิมะสูงหนึ่งเมตรอีกครั้ง
ตีสามเจ็ดนาที เริ่มเบิร์นแผ่นที่สิบเจ็ด ฉันเลือกที่จะพิมพ์ๆๆๆๆๆ กดแป้นพิมพ์ให้เสียงแทบไม่ขาดตอน มันอาจเป็นวิธีบำบัดอาการทางจิตที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้
แท้จริงแล้วฉันคือคนที่เก็บความรู้สึกไว้ได้ลึก ลึกมาก จนกลายเป็นความเคยชิน เหมือนภูเขาน้ำแข็งที่ใครๆว่ากัน สิ่งที่เปิดเผยเป็นเพียงยอดบนสุดของภูเขา โผล่พ้นน้ำมาให้ผู้อื่่นตีค่า ส่วนที่ลึกลงไป เย็นยะเยือกและมืดสนิท ไม่มีใครกล้าดำลงไปดู หรือไม่เช่นนั้นฉันเองที่เลี้ยงฉลามวาฬเอาไว้ใต้นั้น กันใครเข้าไปวุ่นวาย
ตอนนี้ฉันมีอะไรในใจ ไม่อยากบอกใคร ทั้งที่เริ่มรู้สึกอึดอัด ฉันเป็นเพียงคนที่เกลียดกลัวการเปลี่ยนแปลง หากความในใจจะส่งผลให้บางอย่างเปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่ ฉันก็ไม่พร้อมที่จะบอกใคร
เหตุใดมนุษย์จึงตั้งข้อแม้กับคนอื่นมากมายนัก ฉันทำได้ แต่เธอทำไม่ได้ ฉันทำผิดเธอต้องให้อภัย แต่ถ้าเธอทำผิดฉันจะจำจนวันตาย บางครั้งฉันน้อยใจที่คนรอบข้างไม่ยอมเปิดใจ แล้วฉันล่ะ เปิดใจแล้วหรือ
แปลกไหม หากฉันจะบอกว่า ฉันกำลังฟุ้งซ่านเพราะตัวหนังสือกลุ่มหนึ่ง ฉันถูกจัดอยู่ในจำพวกช่างฝันอย่างไม่ต้องสงสัย น่าดีใจหรือตกใจกันแน่ที่ตัวหนังสือมีอิทธิพลต่อความคิดขนาดนี้ ตอนนี้อยู่ในระดับที่ต้องบอกให้ตัวเองพอเสียที
มีประโยคหนึ่งหายไปก่อนที่จะมีประโยคนี้ ฉันลบมันเพราะมันเริ่มจะไม่รู้เรื่องเต็มที แถมไร้สาระอีกต่างหาก ฉันเบื่อบางครั้งที่มีคนมากล่าวหยันตัวหนังสือของฉัน บางทีฉันคงอายในสิ่งที่ตัวเองเป็น ก็มันไม่เท่ดั่งใจเลยนี่นะ คนที่ฉันอยากเป็นคือคนเท่เท่ คิดคม เขียนคม พูดคม ไม่ต้องถึงกับเป็นวรรคทองหรืออะไร แค่รู้สึกว่ามันได้ผ่านสมองที่ดีก่อนเปล่งออกมาเท่านั้น
ลมจากเครื่องปรับอากาศเป่าข้างหลังเบาบาง คนอีกคนหนึ่งนอนห่มผ้าหลับสนิทอยู่ด้านหลัง หน้าตาเหมือนเด็กหลับ แต่ตอนที่ฉันพิมพ์ตัวหนังสือต่างต่างนานาอยู่นี้ ฉันกำลังนึกถึงหน้าคนคนหนึ่ง ไม่ใช่คนที่เธอคิดหรอกนะ แต่เป็นหน้าใครคนหนึ่งที่ฉันไม่เคยเจอตัวเป็นเป็น ไม่เคยพูดคุยตรงตรง มีแต่จินตภาพที่คาดหวังไว้ว่าเขาน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แปลกดีเหมือนกัน อารมณ์คล้ายตกหลุมรักร็อคสตาร์
เธอชอบเปิดแอร์ แต่ฉันไม่ชินกับมันเอาเสียเลย แล้วยังอุตส่าห์เช่าห้องแอร์อยู่มาตั้งสองสามปี นั่นสิ อยากย้ายเหมือนกัน แต่ยังไม่มีหลักแหล่งแน่นอน ชีวิตข้างหน้าจะไปลงหลักปักฐานที่ไหนยังไม่รู้ ที่ต้องห่วงเพราะฉันมีห่วงเป็นกองหนังสือประโลมโลกที่ไม่อาจตัดใจส่งกลับบ้านนอกได้ จะย้ายข้าวของแต่ละทีลำบาก ฉันจึงต้องยอมนอนตากแอร์ให้หูตาแห้งทุกเช้าไปพลางๆก่อน
เมื่อวานฉันซื้อดินปลูกต้นไ้ม้มาจากสยามพารากอน ไม่ใช่ดินวิเศษวิโสอะไรหรอก แค่รู้สึกขึ้นมาในฉับพลันว่า อยากซื้อ เท่านั้นเอง หิ้วถุงดินเดินออกจากพารากอนมาขึ้นรถเมล์หน้าวัดปทุมฯ เป็นไงล่ะชีวิตฉัน ไม่อยู่กับร่องกับรอยอย่างไรไม่รู้ (เอ๊ะ เขาเรียกกันอย่างนี้หรือเปล่า) ดินที่ได้จะเอามาปลูกดอกไม้ปริศนาที่แถมมากับนิตยสารอะเดย์ฉบับก่อนหน้านู้น ซื้อมาเพื่อเอาเมล็ดดอกไม้โดยเฉพาะ ยังบอกตัวเองว่า เดี๋ยวไปซื้อดินที่จตุจักร พอไปถึงจตุจักรก็ไม่มีอารมณ์เลือก สุดท้ายจึงต้องซื้อดินในพื้นที่ที่ถมซีเมนตหนา์จนไม่ได้กลิ่นดินจากพื้นโลก
ให้ตายสิ หน้าของคนคนนั้นยังไม่หลุดหายไปจากเปลือกตาด้านในเสียที ไม่อยากเป็นทุกข์เพราะคนที่ไม่รู้จักขนาดนี้เลย
มีใครรู้สึกอย่างฉันบ้าง รู้สึกว่าเมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ทำไมฉันช่างทำแต่เรื่องโง่ๆ ได้ตลอดเวลาขนาดนั้น ดูเหมือนไม่มีการตัดสินใจที่ถูกต้องเลย บางครั้งรู้สึกอายที่ทำเรื่องโง่ๆนั้น แต่ด้วยเหตุที่ว่ามันเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว และฉันคงไม่ได้รู้สึกอับอายสาหัส ทำให้ฉันยังคงทำเรื่องโง่ๆ ต่อไปอย่างสม่ำเสมอ
ตอนนี้สามทุ่มสี่สิบสี่นาที (อันที่จริงต้องเป็นตีสาม..เชื่อรึยังว่าเบลอจริง ฮาาา/11.32) ร่างกายโทรมๆ บอกว่าทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ต้องจบการพล่ามบำบัดจิตครั้งนี้เสียที หวังว่าเมื่อฉันหลับ ฉันจะไม่ฝัน
#1 By *บลาสต์ on 2008-06-28 09:02